ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“กรุ๊ปฟิตเนสเป็นรักแรกพบ”

by Sarah Shortt

caley-jack
caley-jack

ซาร่าห์ ชอร์ทท:: ไฮ เคลีย์! ฉันอยากรู้ว่าคุณมาเริ่มสอนได้อย่างไร?

เคลีย์ แจ็ค: ฉันผ่านช่วงเวลาที่ค่อนข้างหนักในช่วงวัยรุ่นประมาณยี่สิบต้นๆ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนในการเลือกอาชีพของฉัน

ช่วงเริ่มเรียนเกรด/ชั้นปีที่ 11 พ่อแม่ของฉันก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะอพยพไปตั้งรกรากที่ออสเตรเลียจากบ้านเดิมของเราที่เคปทาวน์ การเตรียมการย้ายครั้งใหญ่นี้ทำให้ปีนั้นเป็นปีที่ทั้งยากและสะเทือนอารมณ์พอสมควร เริ่มมาตั้งแต่การขายบ้านของครอบครัวเรา รถของเรา จัดงานเลี้ยงร่ำลา เหมือนกับการบอกลาชีวิตที่เราเคยมีอยู่ที่แอฟริกาใต้นี้ไป และเตรียมเปิดประตูบานใหม่ให้ชีวิตที่ใหม่หมดจดที่พ่อแม่ของฉันวางเอาไว้ ... สามสัปดาห์ก่อนที่เราจะออกเดินทาง พ่อแม่ของฉันก็ตัดสินใจหนักอีกเรื่อง: พวกเขาจะไม่ย้ายถิ่นฐานแล้ว มีอะไรบางอย่างที่พวกเขารู้สึกว่าไม่ใช่

เราต้องเปิดทุกๆ ประตูที่เราใช้เวลาปิดมาตลอดปี ซึ่งรวมไปถึงการสร้างชีวิตและทรัพย์สินของเราที่นี่ใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ใช้ทั้งอารมณ์และความคิดรวมไปถึงไดนามิกส์ของครอบครัวเราอย่างมาก ฉันกลายเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงปีสุดท้ายของมัธยมปลาย – ซึ่งฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้เอง หนึ่งปีหลังฉันเรียนจบ ความกดดันอย่างใหญ่หลวงในทุกเรื่องที่เราผ่านมาด้วยกันก็มาถึงขีดสุด นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักหลายๆ อย่าง พ่อของฉันกลายเป็นคนติดเหล้ามาหลายปีแต่ความกดดันในช่วง 24 เดือนนั้นทำให้อาการทรุดลง พ่อแม่ของฉันต้องหย่าขาดจากกันและเรา (พี่น้องของฉันกับตัวฉัน) ต้องเริ่มทำความเข้าใจว่าการมีบ้านอยู่สองหลังนั้นเป็นอย่างไร ในปีเดียวกันนั้นเอง พ่อของฉันก็จากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

เกิดเรื่องมากมายในช่วงสั้นๆ นั้น และก็เหมือนกับว่าพื้นดินนั้นถล่มไปต่อหน้าฉันเลย - ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันไม่รู้เลยว่าฉันเป็นใครและฉันต้องการอะไรอีก ฉันตกคนมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตอยู่เป็นนาน มันเหมือนกับว่าตัวตนของฉันโดนพรากไปและทุกอย่างที่ฉันเคยคิดว่าตัวเองจะเป็นตอนสมัยเรียนมัธยม – อย่างการเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนสาขาวิชาชีพ – กลายเป็นฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เป็นการอยู่ในที่ที่น่ากลัวและโดดเดี่ยวจริงๆ

แม่ของริกกี้ (ซึ่งตอนนี้เป็นแม่สามีของฉันแล้ว!) เชิญฉันไปเข้าคลาสกรุ๊ปฟิตเนสกับเธอ และตั้งแต่คลาสแรกมันก็เปลี่ยนชีวิตฉันไปโดยสิ้นเชิง! ความรู้สึกของการเป็นชุมชนและการสนับสนุนจากคนในคลาสกรุ๊ปฟิตนั้นเป็นหลักยึดในชีวิตของฉันในเรื่องการเชื่อมั่นและการสร้างพลังให้ตนเอง ประโยชน์ทางด้านร่างกายและจิตใจจากการออกกำลังกายเริ่มกรอบทัศนคติที่ฉันมีในชีวิต โค้ชกรุ๊ปฟิตเนสที่ยิมคอยดูแลฉัน เธอกลายมาเป็นครูพี่เลี้ยงให้ฉัน – เธอโค้ชฉันทั้งเรื่องสุขภาพใจและกายที่ดี และฉันก็รู้สึกขอบคุณเรื่องนี้ไปตลอด เธอช่วยให้ฉันตั้งค่านิยมและจุดประสงค์ใหม่ ฉันรู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า กรุ๊ปฟิตเนสเป็นพาหนะที่ใช่สำหรับฉันที่จะช่วยผู้อื่นในแบบที่ผู้หญิงคนนี้ทำให้ฉัน

 

แล้วคุณมารู้จักเลสมิลส์ได้อย่างไร?

ฉันเรียนรู้เรื่องฟิตเนสเช่นเดียวกับหลักการนวด และฉันตัดสินใจว่าฉันจะมุ่งความสนใจเฉพาะของฉันไปที่เรื่องกรุ๊ปฟิตและโลกของฟิตเนสสำหรับผู้ตั้งครรภ์ ฉันเริ่มศึกษาเรื่องฟิตเนสสำหรับก่อนและหลังการตั้งครรภ์ และได้มาสอนสเต็ปแอโรบิก คลาสคอนดิชันนิ่งร่างกาย ฯลฯ ...

หลายเดือนต่อมาหลังจากฉันเริ่มสอน เลสมิลส์ก็มาถึงแอฟริกาใต้เป็นครั้งแรก ยิมที่ฉันสอนอยู่กลายเป็นสถานบริการที่มีใบอนุญาตสอนเลสมิลส์โดยเฉพาะและต้องเทรนผู้สอนเลสมิลส์กลุ่มแรกขึ้นมา! มีแค่หัวหน้าผู้สอนสองคนที่ได้รับอนุญาตให้ไปเทรน ดังนั้นฉันก็เลยยกมือถามว่า “ฉันเป็นคนใหม่ ฉันอยากมีประสบการณ์ ได้โปรดให้ฉันไปเทรนได้ไหม?” พวกเขาก็แบบ เสียใจด้วยนะ คุณไม่ได้อยู่ในลิสต์แรกๆ น่ะ!

หนึ่งวันก่อนเริ่มเทรน ฉันได้รับสายที่ถามฉันว่าฉันยังสนใจที่จะเทรนอยู่ไหม พวกเขาบอกว่าใช้เวลา 7 วัน เอากระดาษ/ปากกา และขวดน้ำมาด้วย นี่เป็นที่เทรนนะ มาถึงตอน 8 โมงพรุ่งนี้เช้าล่ะ... ฉันไม่รู้เลยว่าการเทรนนิ่งเป็นแบบไหน และไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเลสมิลส์เลย! สตีฟ แทนซีย์ (ปัจจุบันเป็นหัวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรม/เทรนเนอร์และพรีเซ็นเตอร์ระดับนานาชาติของเลสมิลส์ยูเค) เป็นโค้ชในการเทรนโมดุลเบื้องต้นของฉัน ตอนที่เขาแนะนำตัว ฉันคิดว่าเขาเป็นครึ่งดัตช์/แอฟริกัน (แบบที่คนแอฟริกาใต้เป็นส่วนมาก!) จนกระทั่งเขาเริ่มพูดและฉันได้ยินสำเนียงที่ต่างออกไป ... ฉันคิดได้ว่า เดี๋ยวนะ คุณไม่ใช่คนแอฟริกาใต้นี่ นี่มันต้องเป็นอะไรที่ต่างออกไปแน่!

เราเริ่มเข้าสู่ประสบการณ์คลาสเลสมิลส์กริทคลาสแรกของฉัน ก่อนคลาสนั้นฉันเคยคิดว่าฉันฟิตนะ แต่พอฉันเล่นกริทคลาสนั้นฉันแบบ...โอ้ แม่เจ้า! ประสบการณ์แรกของคลาสเลสมิลส์ของฉันคือตอนเทรนโมดุลเบื้องต้นและมันคือเลสมิลส์กริท บอดี้ปั๊ม และบอดี้คอมแบต ต่อเนื่องกัน 6 วัน ไฟในตัวฉันก็ถูกจุดประกายขึ้นมา!

 

caley-jack1

ความรู้สึกของการเป็นชุมชนและการสนับสนุนจากคนในคลาสกรุ๊ปฟิตนั้นเป็นหลักยึดในชีวิตของฉันในเรื่องการเชื่อมั่นในตนเองและการสร้างพลังให้ตนเอง

 

แล้ว การสอนให้อะไรคุณบ้าง?

การสอนช่วยให้ฉันรู้จักความสำคัญของคอนเน็คชั่นของมนุษย์ ฉันชอบการมีคนอยู่รอบๆ และฉันชอบจิตวิญญาณชุมชนที่เป็นแง่บวก สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นส่วนสำคัญในรูปแบบชีวิตประจำวันของฉัน: ทำให้คนที่มองหาประโยชน์ด้านสุขภาพที่น่าทึ่งจากการออกกำลังกายนั้นเชื่อถือ และช่วยให้พวกเขาเห็นตัวตนที่ดีที่สุดของพวกเขาเอง!

 

ตอนนี้คุณใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและอีกส่วนหนึ่งอยู่เคปทาวน์ คุณว่าความท้าทายในการอยู่ในทั้งสองประเทศและชุมชนนี้คืออะไร?

การเปลี่ยนแปลงไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่การเติบโตก็มาพร้อมกับความรู้สึกไม่ง่าย และการเติบโตคือเรื่องดี! ริกกี้ [สามีของเคลีย์] และฉันพยายามที่จะโอบรับการเอาความคิดในการเปิดรับมาใช้ เราไม่สามารถอยู่ในฟองสบู่เล็กๆ ตลอดชีวิตของเราได้ เราต้องสามารถที่จะออกมาและสร้างเพื่อนใหม่ มีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และทดสอบความสามารถของเราที่จะมีอิทธิพลและให้คุณค่าแก่มุมอื่นๆ บนโลกใบนี้บ้าง

 

คุณว่าการสร้างเพื่อนในที่ใหม่ๆ ง่ายไหม? อาจจะยากขึ้นนะเมื่อเราโตขึ้น!

อาจจะเป็นเรื่องที่เสี่ยงและเหงาสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อริกกี้เดินทางอยู่ (ซึ่งก็ไม่ได้บ่อย – ฉันไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไรถ้าเทียบกับปริมาณที่ฉันเดินทางนะ) เป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพื่อนของฉันในแอฟริกาใต้เป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกันที่โรงเรียนประถมและมัธยม ดังนั้นเราก็เลยมีภูมิหลังร่วมกันเยอะ ในขณะที่ ในอเมริกา ฉันพยายามเข้าถึงคนที่เขามีวงจรชีวิตที่เขาสร้างไว้อยู่แล้ว พยายามปรับตัวเข้าไป

ฉันว่ามันเหมือนกับตอนที่คนเรามองหาความสัมพันธ์: คุณรู้ว่าสิ่งที่สำคัญกับคุณคืออะไร มันก็จะพยายามหาคนที่ใช่ ที่มีทัศนคติเรื่องชีวิตที่ใช่ และรู้ว่าคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะหาคนที่คุณได้รับคุณค่าและไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้เสมอ การที่คุณห้อมล้อมไปด้วยคนที่มีหลักในชีวิตที่คล้ายๆ กันและคนที่สามารถช่วยและสนับสนุนคุณได้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา

 

แล้วเมื่อรู้สึกอ้างว้าง อย่างตอนที่ริกกี้เดินทาง คุณมีเครื่องมือที่จะจัดการเรื่องนี้ไหม?

ตอนนี้ฉันใช้เวลาค่อนข้างมากในการเรียนรู้คัมภีร์ไบเบิ้ล ฉันโฟกัสที่การดูแลตัวเอง การเขียนบันทึก การฟังพ็อดแคสต์ ใช้เวลาพัฒนาความสามารถทางจิตใจของตนเอง เวลาที่เราอยู่ที่อเมริกา ฉันจะเฟซไทม์หาครอบครัวของฉันที่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อฉันเสมอ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเอาตัวฉันออกไปข้างนอก – ไปยังที่ที่ฉันรู้ว่าจะมีผู้คนและฉันจะได้รับพลังงานเหล่านั้น นั่นคือเครื่องมือที่ฉันใช้มากขึ้นและเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่ง

 

caley-jack2

ความเชื่อที่ปิดกั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของฉันคือการไม่มั่นใจในตนเอง เมื่อความเชื่อมั่นของฉันลดลง ความสงสัยในตัวเองจะเข้ามาและส่งผลกับเพอร์ฟอร์แมนซ์และความเชื่อในตัวเองของฉันอย่างมาก

 

คุณเข้าร่วมแอดวานซ์เทรนนิ่งแล้ว คุณช่วยแชร์ความเชื่อที่ปิดกั้นของคุณและวิธีการรับมือให้เรารู้หน่อยได้ไหม?

ความเชื่อที่ปิดกั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของฉันคือการไม่แน่ใจในตนเอง/ความสามารถของตนเอง และความเชื่อมั่นโดยรวมของฉัน เมื่อความเชื่อมั่นของฉันลดลง ความสงสัยในตัวเองจะเข้ามาและส่งผลกับเพอร์ฟอร์แมนซ์และความเชื่อในตัวเองของฉันอย่างมาก มันเหมือนกับการเข็นรถที่มีหินหนักๆ เต็มคันขึ้นภูเขา และสิ่งที่คุณต้องทำก็คือเอามันทิ้งไป เพราะจะมีอะไรที่แย่ไปกว่านี้เกิดขึ้นอีกหรือ? คุณจะต้องเสียอะไรและคุณกลัวอะไรที่สุดเวลาที่คุณตกลงมา? เพราะสิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นตอนนี้คือ คุณลุกขึ้น ลองใหม่และก็ทำได้ดีขึ้นเมื่อคุณฝึกกระบวนการนั้นๆ ให้ดีขึ้น

ความเชื่อที่ปิดกั้นของฉันในบทบาทของเลสมิลส์โดยเฉพาะคือการไม่สามารถที่จะสอนคลาสให้ได้มาตรฐานที่ฉันตั้งให้ตนเองเนื่องด้วยเวลาที่จำกัดในการฝึกของตัวฉันเอง ตอนอยู่ที่บ้านที่แอฟริกาใต้ โดยเฉพาะที่เคปทาวน์นั้น เราไม่ได้มีสถานบริการที่มีใบอนุญาตมากนัก ดังนั้น เมื่อฉันต้องมาฟิล์มมิ่งหรือเมื่อต้องเข้าร่วมอีเวนต์แบบไลฟ์ ฉันจะคิดว่า: ฉันไม่มีที่ที่จะฝึกตัวเอง ฉันไม่ได้อัพเดตเรื่องโครีโอกราฟฟีเพราะฉันไม่ได้สอนรีลีสตามปกติทุกสัปดาห์ แล้วฉันจะอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคนที่ทำเรื่องนี้ทุกๆ วัน และฉันจะดีเท่าหรือดีกว่าได้อย่างไร? เพราะความลับของการเป็นเลิศด้านเทคนิคคือการทำซ้ำ แล้วฉันจะเก่งเรื่องนี้ได้อย่างไรถ้าฉันทำไม่ได้? นี่คือความเชื่อที่ปิดกั้นของฉัน

 

caley-jack3

คุณจะต้องเสียอะไรและคุณกลัวอะไรที่สุดเวลาที่คุณตกลงมา? เพราะสิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นตอนนี้คือ คุณลุกขึ้น ลองใหม่และก็ทำได้ดีขึ้นเมื่อคุณฝึกกระบวนการนั้นๆ ให้ดีขึ้น

 

แล้วคุณต่อสู้กับความเชื่อที่ปิดกั้นเหล่านั้นอย่างไร?

การมีความเชื่อที่ว่าไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ใดก็ตาม คุณค่าที่ฉันมีในชีวิตประจำวันของฉันคือสิ่งที่ไม่เหมือนใครและแตกต่าง (เราต่างก็มีพรสวรรค์ที่ไม่เหมือนกัน – นี่คือสุดยอดพลังในตัวเรา!) และตราบเท่าที่ฉันยังทำให้ได้ดีที่สุด (จำไว้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดต้องใช้ความพยายามมากกว่าความพยายามทั่วไป คุณต้องเต็มใจที่จะฝึกให้ยาวนานและหนักกว่าที่คนอื่นเตรียมตัวมา) - ฉันเชื่อว่าชีวิตจะยังพาฉันไปยังเส้นทางที่ฉันต้องเดินไป

อีกอย่างคือการรู้ว่าคุณควบคุมอะไรได้และไม่ได้บ้าง เมื่อตอนที่ใบอนญาตของเลสมิลส์ในแอฟริกาใต้ถูกยกเลิกนั้น ฉันพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นด้วยตนเอง มันเหนื่อยมาก! แต่ฉันก็ทำไม่ได้ถ้าไม่มีพื้นฐานของธุรกิจตรงนั้น ฉันต้องเปลี่ยนโฟกัสของฉันใหม่และดูว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวฉันเองทำได้เพื่อพัฒนาตนเองและนั่นอาจจะเป็นผลที่มีต่อการเติบโตของเลสมิลส์ในแอฟริกาใต้ก็ได้ ตอนนี้จึงเป็นเรื่องของการเดินทางในชีวิตของฉันเองมากกว่า

 

แล้ว ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณเคยเจอคืออะไร?

การสูญเสียพ่อไปเป็นรอยแผลใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน แต่ก็ยังเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันด้วย เรื่องนี้ช่วยสร้างกรอบและนำทางให้ฉันในชีวิตและอาชีพการงานอย่างมาก ทำให้ฉันถ่อมตนและฉันคิดว่ามันทำให้ฉันมีวิธีการคอนเน็คกับคนที่ต่างออกไปด้วย.ความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง (โดยเฉพาะในอาชีพเลสมิลส์ของฉัน) คือการที่ใบอนุญาตการสอนเลสมิลส์ถูกยกเลิกในเคปทาวน์เมื่อตอนที่ฉันได้รับคำเชิญให้ไปฟิล์มมิ่งกับเลสมิลส์เป็นครั้งแรก ฉันสอนมาแล้วสองปีและคิดกับตัวเองว่า ฉันจะไปถึงโอ๊คแลนด์เพื่อฟิล์มมิ่งแล้วรู้ว่าตัวเองพร้อมได้อย่างไร? ฉันไม่มีที่ที่จะสอน ไม่มีเพซเซ็ตเตอร์หรือพี่เลี้ยง/โค้ชเลสมิลส์ที่จะช่วยฉันเลย นั่นเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของฉันแต่ฉันก็ต้องเชื่อมั่นในตนเองและรับผิดชอบกับเส้นทางการเติบโตที่ฉันต้องทำในช่วงนั้นเพื่อให้พร้อมที่จะไปแสดงให้เต็มที่

 

ถ้าคุณสามารถให้คำแนะนำกับตนเองตอนอายุ 16 ได้คุณจะบอกว่าอะไร?

ฉันคงจะบอกให้เธอใช้ช่วงอายุ 20 ของเธอเต็มที่เพราะมันไปไวมาก อย่ากลัวที่จะแพ้และพลาด เพราะการเติบโตและเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากความผิดพลาด อย่าหมกมุ่นกับการพยายามที่จะเร่งฝึกฝนทักษะเพราะไม่มีใครบนโลกที่จะเร่งกระบวนการประสบการณ์ได้ ประสบการณ์มาพร้อมเวลา มันก็เป็นอย่างนั้นล่ะ!

 

คุณเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายไหม?

ใช่ ทุกๆ ปีช่วงคริสต์มาส ริกกี้กับฉันจะนั่งลงและประเมินเป้าหมายของเราจากปีที่ผ่านมา และอะไรที่เราติ๊กว่าได้ทำแล้วและอะไรที่ยัง เรายังค้นหาด้วยว่าใครมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อชีวิตของเราในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา – ใครที่เพิ่มคุณค่าและใครที่ไม่ ทุกปีเราจะค้นหาว่าใครเป็นผู้สร้างอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาและใครที่เราอยากให้เป็นพี่เลี้ยงของเราในการก้าวไปข้างหน้า ใครที่เราอยากจะติดต่ออยู่เรื่อยๆ เพราะคนคนนั้นให้คุณค่าแก่เรา

 

คุณมีเป้าหมายระยะยาวไหม?

ฉันอยากเป็นแม่! ฉันมักจะมองตลอดว่าฉันจะออกแบบอาชีพของฉันในรูปแบบนั้นได้อย่างไร ฉันอยากจะเป็นคนที่ทำให้บ้านเป็นบ้าน ดังนั้นฉันจะต้องมีอาชีพที่ฉันสามารถควบคุมตารางของตนเองได้ และนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมฉันถึงเลือกฟิตเนส เป็นสภาพแวดล้อมที่มีสุขภาพดี เป็นแง่บวกที่ฉันสามารถควบคุมตารางของตนเองได้

 

อุตสาหกรรมฟิตเนสนั้นอาจจะมีการแข่งขันสูงได้ คุณรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

ฉันไม่ใช่คนที่ชอบการแข่งขัน ฉันชอบที่จะแข่งกับตัวเอง แต่ฉันไม่ชอบกีฬาแบบทีม – การแข่งขันทำให้ฉันเป็นบ้าเพราะฉันรู้สึกว่าพลังงานไม่ดีมันเกิดขึ้นและฉันรู้สึกว่ามันทำลายความสัมพันธ์ ฉันไม่ชอบแข่งขันกับคุณเพราะฉันรักที่คุณเป็นคุณและ[การแข่งขัน]นี่อาจเข้ามาขวางเราได้ ในเรื่องการออกกำลังกายถ้ามีใครเป็นเพซเซ็ตเตอร์ – เยี่ยมเลย ชอบมาก – แต่ฉันจะไม่แข่งกับคุณไม่ว่าคุณจะไปไหน ฉันจะไม่ชนกับคุณ ฮ่าๆๆ!

ทุกคนบนโลกมีพรสวรรค์ที่จะแชร์กับโลก และสิ่งที่คุณมี ฉันจะไม่มี และสิ่งที่ฉันมีจะเป็นสิ่งที่คุณไม่มีทางจะมีได้ ฉันคิดว่าที่เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรรับไปใช้ นี่คือพรสวรรค์ของคุณและนี่คือพรสวรรค์ของฉัน และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาแข่งขันกันด้วยพรสวรรค์ของคุณ ฉันพยายามเตือนตัวเองว่าเมื่อไรที่ความสงสัยในตัวเองเริ่มเข้ามาและฉันจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเอง คอยเตือนตัวเองว่าฉันไม่เหมือนใครและฉันมีอะไรที่จะแบ่งปันให้คนที่ไม่มี

 

คุณมีเรื่องสนุกๆ จากฟิล์มมิ่งที่คุณพอจะแชร์ให้เราฟังได้ไหม?

เลสมิลส์กริทคาร์ดิโอ 19 เป็นฟิล์มมิ่งแรกของฉันและฉันมีช่วงที่ฉันเรียกว่า “เปิดโหมดปีศาจ” ตอนที่ฉันเปิดโหมดนั้น - ฉันไม่รู้ด้วยว่าเสียงฉันเป็นอย่างไร ฮ่าๆ! หลังจากฟิล์มมิ่งฉันแค่อยากจะ [ยกเสื้อขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง] ตาย แบบหลบหน้าไปตลอดชีวิตอะ คนเค้าจะคิดว่าพรีเซ็นเตอร์หน้าใหม่คนนี้เป็นยังไง?! ตอนเราดูมาสเตอร์คลาสครั้งแรก ริกกี้นั่งอยู่ข้างฉันและพูดว่า “ดูสิ คุณเป็นคนอังกฤษ โอ้ไม่ เดี๋ยวนะคุณเป็นอเมริกัน เอ๊ะ แต่นั่นก็ดูเหมือนแอฟริกาใต้ด้วย โอ้ตอนนี้คุณเป็นคนกีวี่แล้ว...สำเนียงนี่มันอะไร?” และเมื่อ “โหมดปีศาจ” ขึ้นมาและเขาก็แบบ “นั่นอะไรน่ะ? นั่นคุณทำอะไร?!” สามสัปดาห์ก่อนที่ฉันจะสอนมาสเตอร์คลาสกับทีมอเมริกันและทีมผู้สอน ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันรอคอยช่วงเวลานี้มาตลอดชีวิต: คุณได้โปรดบอกว่า “เปิดโหมดปีศาจ” และพูดเสียงแบบเดียวกันได้ไหม? เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวอะไรขนาดนั้น! ตลกดีที่บางสิ่งที่คุณไม่ชอบอาจเป็นสิ่งที่คนชอบก็ได้

อะไรอีก? ไคลี่ เกตส์ เอาเครื่องเป่าผมมาที่ฟิล์มมิ่งเพื่อเป่าเป้ากางเกงฉันเพราะฉันมักจะอยู่ในชุดที่มองเห็นได้ว่าเป้าเปียก นั่นเป็นเรื่องหนึ่งล่ะ “ฉันเป็นคนเหงื่อเยอะ! นั่นแหละเห็นไหม!” โอ้ ดูดีเนอะ...

 

คุณมีคำแนะนำให้ผู้สอนคนอื่นไหม?

ฉันไม่อยากจะพูดเยิ่นเย้อนะ แต่จงอยู่กับจุดประสงค์ของคุณและมันจะทำให้คุณมีโฟกัส เราอาจจะติดกับที่ว่าเราอยากอยู่ตรงไหนในอุตสาหกรรมนี้ได้และมันก็อาจทำให้คุณไขว้เขวออกจากสิ่งที่สำคัญได้ ชีวิตนั้นสั้นนักและพรุ่งนี้ก็อาจมาไม่ถึง ดังนั้นค่านิยมที่คุณจะให้กับโลกในวันนี้คืออะไร? เพราะค่านิยมนั้นจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับเป้าหมายของคุณ

อีกอย่าง – มองหาการพัฒนาตนเองและฟีดแบ็คเพราะการเรียนรู้นั้นต่อเนื่อง ถ้าคุณทำให้กระบวนการช้าลง คุณก็จะช้าไปด้วย ดังนั้นจงเต็มใจที่จะยอมรับการเรียนรู้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญในเส้นทางชีวิตและในอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตาม อย่าทำตัวสบายเกินไป พัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ

เคลีย์ แจ็ค เป็นเทรนเนอร์บอดี้บาลานซ์/บอดี้โฟลว์ เลสมิลส์บาร์ และเลสมิลส์กริท เป็นผู้สอนบอดี้ปั๊มและบอดี้คอมแบต และเป็นผู้สอน/พรีเซ็นเตอร์ชแบม เธออยู่ในเมืองเคปทาวน์และยังเป็นทูตเลสมิลส์ในโปรแกรมบอดี้บาลานซ์/บอดี้โฟลว์ ชแบมและเลสมิลส์กริท