ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“เรากำลังวางแผนเรื่องวีดิโอสำหรับรีลีสที่ผู้สอนจะสอนในปี 2022 แล้ว”

by Sarah Shortt

masterclass-filming
masterclass-filming

ซาร่าห์ ชอร์ท:

ไฮ รอส! คุณดูแลเรื่องการถ่ายทำมาสเตอร์คลาส – เล่าบทบาทของคุณให้เราฟังหน่อยได้ไหม?

 

รอส พีเบิลส์:

ได้เลย – บทบาทหลักของผมคือการสร้างมาสเตอร์คลาส – ซึ่งเป็นวีดิโอของผู้สอนหลักๆ ที่เราสร้างทุกๆ ควอเตอร์สำหรับทุกโปรแกรม หลักๆ แล้ว ผมมีหน้าที่เตรียมการองค์ประกอบต่างๆ ที่ใช้จริงและที่เกี่ยวกับการขนย้ายในการถ่ายทำ รวมไปถึงองค์ประกอบด้านความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน ก็จะเป็นทุกเรื่องตั้งแต่การเลือกสถานที่ถ่ายทำ ทีมกล้อง สไตล์การถ่ายทำ แสง เสียง...ทุกสิ่งอย่างที่คุณเห็นในวีดิโอ

ผมทำงานในทีมกรุ๊ปฟิตเนสที่เลสมิลส์อินเตอร์เนชันแนล และทีมของผมก็ประกอบด้วยไลน์โปรดิวเซอร์ ผู้จัดการโปรดักชั่น และผู้ช่วยด้านโปรดักชั่น

 

คุณสร้างมาสเตอร์คลาสทุกๆ สามเดือน งั้นคุณก็ทำงานวนลูปทุกสามเดือนหรือเปล่า?

ใช่ครับ แต่วงจรนั้นซ้อนทับกันอย่างมาก ดังนั้นเราจึงไม่เคยทำงานแค่ทีละควอเตอร์เลย

เห็นได้ชัดว่าจะมี 13 สัปดาห์ที่เราทำงานให้แต่ละรีลีสจริงๆ อย่างตอนนี้เราเพิ่งจะจบงานของรีลีสที่จะนำเสนอให้ผู้สอนในเดือนพฤศจิกายน แต่เราก็จะกำลังถ่ายทำรีลีสต่อไป (ที่จะใช้ในเดือนมกราคม) ในอีก 3.5 สัปดาห์ถัดไป

เรากำลังทำงานเรื่องการถ่ายทำต่อไปในระยะที่ยาวยิ่งกว่าแค่อีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า และการถ่ายทำบางอย่างก็ซ้อนทับกันมาก ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังมองไปถึงการถ่ายทำรีลีสที่จะใช้ในเดือนมกราคม 2021 ซึ่งฟังดูเหมือนจะอีกยาวแต่นั่นคือการถ่ายทำในเดือนตุลาคมปีหน้านี้ – แต่เราก็ยังพูดคุยเรื่องรีลีสของเดือนมกราคม 2022 ด้วยซึ่งฟังดูน่ากลัวนะ แต่นั่นก็อีกแค่ 2 ปีข้างหน้าเอง และถ้านั่นเป็นงานระดับนานาชาติด้วย คุณต้องเตรียมตัวด้วยกรอบเวลาประมาณนี้เพื่อที่คุณจะได้ทันเกมตลอด

 

และวงจร 13 สัปดาห์นี้เป็นอย่างไรบ้าง?

เช่นเดียวกับตารางการผลิตรายการทีวี คุณก็จะมีช่วงก่อนการผลิต ช่วงผลิต และช่วงหลังการผลิต นี่คือมุมหลักๆ ทั้งสาม ช่วงก่อนการผลิตนั้นคือการเตรียมการถ่ายทำอยู่แล้ว ช่วงผลิตคือการถ่ายทำจริงๆ แล้วช่วงหลังการผลิตคือการเรียบเรียงและใส่เสียง และการนำเสนอผลงาน นี่คือส่วนประกอบหลักของวงจรการผลิต

 

บทบาทของคุณในวันถ่ายทำจริงๆ คืออะไร?

งานของผมส่วนใหญ่นั้นเสร็จก่อนวันถ่ายทำจริง: ให้แน่ใจว่าเรามีข้อมูลทุกอย่างครบ มีทีมงานด้านเทคนิค รายละเอียดด้านโปรดักชั่นเรียบร้อย เพื่อที่ว่าในวันจริงเราก็แค่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเช็คว่าทุกคนมาจริงๆ หรือเปล่า!

ช่วงถ่ายทำ ผมจะคอยเช็คว่าเราได้ถ่ายช็อตที่เราต้องการ เช็คว่าเพลงนั้นถูกต้อง เพอร์ฟอร์แมนซ์ถูกต้อง...หลักๆ แล้วผมจะนั่งกับแจ็คกี้ [มิลส์] หรือ ไคลี่ [เกตส์] เพื่อว่าขณะที่เราบันทึกคลาสนั้น เราได้เช็คด้วยว่าเราได้ทุกอย่างที่เราต้องการจากทั้งมุมมองครีเอทีฟและเนื้อหา แต่ยังรวมไปถึงด้านเทคนิคอีกด้วย – คอยดูว่าระบบแสงโอเคไหม ระบบเสียงใช่ไหม เพลงถูกต้องไหม และชัดๆ เลยคือเทคนิคและโครีโอกราฟฟีถูกต้องหรือไม่เช่นกัน

filming

 

ตอนที่คุณถ่ายทำเสร็จ และอยู่ในช่วงหลังการผลิต คุณทำอะไรในช่วงนั้น?

ผมจะควบคุมการเรียบเรียงตัดต่ออย่างเต็มที่ ดังนั้นผมมักจะอยู่ในห้องสวีทตัดต่อตลอดเวลา – ซึ่งปกติโปรดิวเซอร์มักจะไม่ทำกัน แต่จะเป็นไดเร็คเตอร์หรือผู้อำนวยการที่ทำ – แต่นี่เป็นวิธีการที่เราทำกันที่นี่ ผมจะเอาการตัดต่อทั้งหมดมารวมกัน ดูรายละเอียดไปจนถึงช่วงกระบวนการอนุมัติพร้อมกับผู้เกี่ยวข้องหลายคน (ผู้อำนวยการครีเอทีฟ, ผู้อำนวยการโปรแกรม, ที่ปรึกษาทางเทคนิค) และท้ายที่สุด รวมโปรแกรมกับการมิกซ์เสียงเมื่อเนื้อหาได้รับการอนุมัติแล้ว

 

ก่อนที่คุณจะมาทำงานกับเลสมิลส์ คุณเคยทำอะไรมาก่อน?

ผมเป็นโปรดิวเซอร์และไดเร็คเตอร์ฟรีแลนซ์ที่ทำรายการทีวีและทำวีดิโอ ทำงานให้บริษัทโปรดักชั่นที่รับทำซีรี่ย์ทางทีวี ผมทำงานกับเลสมิลส์มาสามปีแล้ว

ที่จริงทักษะที่คุณเอามาใช้ [ในการถ่ายทำมาสเตอร์คลาสเลสมิลส์] นั้นไม่ต่างจากสิ่งที่คุณใช้ในวงการบันเทิง เกมโชว์ หรือควิซโชว์ที่ถ่ายทำหลายกล้อง – แค่เนื้อหาที่ต่างกัน ดังนั้นเราไม่ได้ทำโชว์ควิซ เราทำการออกกำลังกายด้วยบาร์เบลล์ แต่พื้นฐานแล้วทักษะต่างๆ ก็เหมือนกัน

 

ฟิลลิป มิลส์ มักจะพูดเรื่องคอนเซ็ปท์ “exertainment” บ่อยๆ ด้วยความที่คุณมาจากพื้นหลังที่ทำด้านบันเทิงมาก่อน คุณทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ผมจะเอาค่านิยมในการทำโปรดักชั่นที่คุณอาจจะเห็นในรายการทีวีมาใช้ในโปรแกรมเลสมิลส์เสมอ ผมจะพยายามพัฒนาคุณภาพของภาพ เทคนิคและความครีเอทีฟในมาสเตอร์คลาสเสมอ โดยพยายามที่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้นและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพื่อวิวัฒนาการด้านผลิตภัณฑ์

 

ถ้าอย่างนั้น การก้าวขึ้นไปอีกขั้นและวิวัฒนาการที่มีเสมอ – คือสิ่งที่คุณทำทุกควอเตอร์ใช่ไหม? คุณได้นั่งและถามว่า เราจะทำอะไรให้ต่างไปในรอบหน้า หรือมันแค่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ?

มันเป็นส่วนผสมของสิ่งเหล่านั้น บางส่วนเกิดขึ้นเองและอีกหลายส่วนที่ผมทำในขั้นตอนการทำงานของผม – อย่าง ผมจะไม่ทำสิ่งนั้นอีก หรือ ผมจะเปลี่ยนสิ่งนั้น หรือ ผมไม่ชอบสิ่งนั้นดังนั้นผมจะทำให้ต่างไป

แน่นอนว่าเรามีเซสชั่นเรื่องครีเอทีฟกับแจ็คกี้ ไคลี่ และเลส [มิลส์ จูเนียร์] เป็นประจำ เราไม่เพียงคุยกันว่าเราทำอะไรในมาสเตอร์คลาสในอีกสามสัปดาห์ แต่ยังรวมถึงเราจะทำอะไรในมาสเตอร์คลาสในอีก สาม หก เก้า สิบสองเดือนข้างหน้า? เรามักจะพูดถึงภาพใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะสร้างตารางหรือไทม์ไลน์ในกระบวนการครีเอทีฟเพราะมันก็คือสิ่งที่มันเป็นอยู่ – คือกระบวนการครีเอทีฟ และนี่ก็ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองในบางช่วงเช่นกัน

 

ผมจะเอาค่านิยมในการทำโปรดักชั่นที่คุณอาจจะเห็นในรายการทีวีมาใช้ในโปรแกรมเลสมิลส์เสมอ […] ผมจะพยายามพัฒนาคุณภาพของภาพ เทคนิคและความครีเอทีฟในมาสเตอร์คลาสเสมอ โดยพยายามที่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้นและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพื่อวิวัฒนาการผลิตภัณฑ์

 

 

คุณต้องถ่ายกี่เทคในการถ่ายทำมาสเตอร์คลาส? คุณเคยต้องถ่ายซ่อมไหม?

หลายๆ สิ่งในมาสเตอร์คลาสนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติ ดังนั้นเลยมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมเปลี่ยนไม่ได้ พูดกันตรงๆ นี่คือคลาสสด ดังนั้นก็จะไม่มีการหยุดและคุณก็ต้องทำไปพร้อมๆ กัน บางครั้งเราหยุดด้วยเหตุผลทางเทคนิค หรือความผิดพลาดของโครีโอกราฟฟี แต่หลักๆ แล้วนี่คือคลาสฟิตเนสแบบสด; ไม่ใช่การถ่ายทำทีวีที่คุณสามารถถ่ายหลายๆ เทคและหลายๆ มุมได้ คุณก็แค่ต้องไปให้สุด เราไม่ถ่ายซ้ำในมาสเตอร์คลาส ดังนั้นเราเลยครอบคลุมการถ่ายอีเวนต์แบบสดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราจะสร้างวีดิโอการสอนที่เพอร์เฟคที่สุดเท่าที่ทำได้วีดิโอหนึ่งจากที่เราถ่ายมา

ในงานฟิล์มมิ่งแบบนานาชาติหรืออีเวนต์ที่ใหญ่กว่าที่มีการถ่ายทำกับผู้เข้าชมจำนวนมาก นี่จะยิ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะแม้ว่าทางทฤษฎีแล้ว ผู้ชมอาจจะชอบเรื่องเบื้องหลังนิดๆ หน่อยๆ แต่ที่จริงแล้วพวกเขามาเพื่อคลาสฟิตเนสสอนสด ถ้าคุณหยุดในช่วงเวลาหนึ่ง คุณจะจบช้ากว่าตารางที่วางไว้และคุณจะเสียคนในห้องไปด้วย – พลังที่หายไปและยังต้องมีอีเวนต์และองค์ประกอบของเพอร์ฟอร์แมนซ์อีก เหมือนการไปคอนเสิร์ตร็อค: พิงค์ (P!nk) จะไม่หยุดไป 10 นาทีและพูดว่า ฉันจะกลับมาในอีก 7 นาทีเพื่อฉันซ่อมไฟได้แล้วนะ... โชว์มันต้องไปต่อ! ของเราก็มีลักษณะคล้ายๆ แบบนั้น นั่นคือพื้นฐานอย่างหนึ่งของมาสเตอร์คลาสที่ผมเปลี่ยนไม่ได้

 

มาสเตอร์คลาสคลาสใดที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่คุณเคยถ่ายทำมาและทำไม?

ที่แน่ๆ มีความท้าทายมากมายเมื่อเราต้องไปถ่ายทำต่างประเทศ และมีคนจำนวนมากที่ทำงานกับคุณแต่ไม่รู้จักคุณและพวกเขาไม่รู้จักเลสมิลส์ ต้องมีข้อมูลในการถ่ายทำมาสเตอร์คลาสให้พวกเขาจำนวนมาก: เรามีทีมงานหลักๆ ในนิวซีแลนด์ที่เราใช้งานครั้งแล้วครั้งเล่า และก็ไม่เคยมีอุบัติเหตุ; นั่นก็เพราะพวกเขารู้เนื้องาน พวกเขารู้ว่าเราต้องการอะไร พวกเขาเคยทำมาก่อนและพวกเขารู้ความคาดหวังและสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้นเมื่อคุณต้องไปต่างประเทศ คุณจะมีความท้าทายในการทำงานกับคนที่คุณไม่รู้จัก คนที่ไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ คลาส เพลง พรีเซ็นเตอร์รวมไปถึงในสถานที่อย่างเซี่ยงไฮ้ – คุณมีอุปสรรคเรื่องภาษาและก็ยังมีความท้าทายอื่นๆ อีกด้วย

 

แล้วในเรื่องของโปรแกรม – มีคลาสไหนที่ถ่ายทำง่ายหรือถ่ายทำยากไหม? ฉันรู้ว่า เพื่อตั้งจุดประสงค์ในการถ่ายทำ เรามักจะแบ่งคลาสออกเป็นการถ่ายคลาส “ไอคอนิก”, “มายด์แอนด์บอดี้” และ “แอทเลติก”

โปรแกรมทุกโปรแกรมมีลักษณะเฉพาะตัว แต่ละโปรแกรมก็จะมีความท้าทายเล็กน้อยของตนเอง และผมรู้สึกว่า ผมรู้จักความท้าทายเหล่านั้นค่อนข้างดีพอแล้ว ดังนั้นผมรู้ว่าผมจะลดปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่มักจะเกิดขึ้นในแต่ละโปรแกรมลงอย่างไร

เราเคยใช้วิธีแบบเดียวกันกับทุกมาสเตอร์คลาส แต่ถ้าคุณลองคิดดู อาร์พีเอ็มนั้นค่อนข้างต่างกับบอดี้แอ็ทแท็คมาก แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นโปรแกรม “เด่น” เหมือนกัน ผมหมายถึง เราเห็นอยู่แล้วว่าโปรแกรมไม่เหมือนกัน แต่ข้อกำหนดในการถ่ายทำและครอบคลุมก็ยังค่อนข้างแตกต่างกันมากในสองโปรแกรมนี้ด้วย เราถ่ายทำในห้องเดียวกันดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณเซ็ตอัพไว้ ทั้งเรื่องกล้องและเรื่องแสง สามารถถ่ายทำได้ทั้งสองอย่างโดยต้องไม่ทำให้อีกคลาสมีปัญหา ดังนั้นเรื่องนี้คือการที่เรารู้จักข้อกำหนดแต่ละโปรแกรมได้ดีพอ และประมาณการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มากกว่าแค่ตั้งกล้องบางตัวไปที่พรีเซ็นเตอร์และเอาแต่หวังว่าจะออกมาดี!

 

ในเรื่องของการเห็นรีลีสก่อนที่จะนำมาถ่ายทำ คุณหรือผู้อำนวยการได้เห็นก่อนการถ่ายทำไหม?

พอถึงช่วงที่เราถ่ายทำคลาส ผมจะค่อนข้างคุ้นเคยกับเพลงทั้งหมด และผมได้นั่งดูการซ้อมบ้างและดูคลาสซ้อมด้วย แต่ผมพบว่า ถ้าคุณไปคลาสซ้อมที่ยิมในคืนวันพุธและถ่ายทำวันเสาร์ มันจะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ดังนั้นผมจึงดูวีดิโอซ้อมบางตัวเพื่อให้รู้ว่ามีอะไรที่อาจคาดไม่ถึงสำหรับผมบ้าง แต่จริงๆ แล้วคลาสจะเปลี่ยนไปเมื่อถึงวันนั้น – ใครจะพรีเซ็นต์แทรคไหนก็จะเปลี่ยน ใครอยู่เป็นเวทีในแทรคไหน ... จนถึงนาทีสุดท้าย ดังนั้นจึงไม่มีคลาสซ้อมแบบแต่งตัวเต็มหรอก

 

ทำไมเราถึงไม่ถ่ายทำในสตูดิโอ 1 ที่ยิมอีกแล้ว?

สาเหตุหลักคือมีการก่อสร้างหลายอย่างเกิดขึ้นที่ยิม มีทั้งสร้างที่จอดรถใหม่ และในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับปรุงในยิมด้วยการเพิ่มสตูดิโอใหม่ การพยายามสร้างสตูดิโอทีวีเข้าไปในตึกที่เป็นไซต์ก่อสร้างนั้นเป็นฝันร้ายทั้งเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยเลย

อีกเหตุผลก็คือ มีการขัดจังหวะสมาชิกที่ไปเข้ายิมในหลายๆ ครั้ง พวกเขาแค่มาใช้ยิมและเราก็มาทุกๆ สามเดือนและมาเอาสถานบริการของพวกเขาไป สตูดิโอ 1 ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุดในการถ่ายทำ ที่นั่นไม่มีเครื่องปรับอากาศดังนั้นถ้าไม่ร้อนตับแตกก็หนาวสุดๆ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และเพดานก็ค่อนข้างต่ำ – ซึ่งเป็นปัญหาของมุมกล้อง ที่นี่ยังไม่มีลิฟต์ดังนั้นอุปกรณ์ทั้งหมดต้องถูกขนขึ้นไปทางบันได – อย่างขนจักรยานๆ 40 ตัวขึ้นไป ทั้งระบบไฟและจอวีดิโอขนาดใหญ่ขึ้นบันไดไปทุกสามเดือนก็ไม่สนุกเท่าไรนะ!

 

แล้วคุณเลือกสถานที่ถ่ายทำอย่าง วานากา (Wanaka) และซิดนีย์ ได้อย่างไร?

การตัดสินใจในภาพรวมว่าเราจะถ่ายทำต่างประเทศที่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับทีมนานาชาติของเรา ดังนั้นบางทีพวกเขาอยากจะมีอีเวนต์ถ่ายทำหรือพวกเขาอาจจะมีอีเวนต์สดอยู่แล้วที่พวกเราสามารถเข้าร่วมได้

อย่างเรื่องการตัดสินใจไปถ่ายทำที่ออสเตรเลีย การตัดสินใจส่วนใหญ่นั้นคือแจ็คกี้อยากที่จะเอาประสบการณ์นี้ไปสู่ผู้สอนชาวออสเตรเลีย – เพื่ออวดทีมท้องถิ่นของพวกเขาและให้โอกาสผู้สอนออสเตรเลียที่จะเข้าร่วมมาสเตอร์คลาสในประเทศของเขาเอง เป็นการเฉลิมฉลองและขอบคุณผู้สอนในตลาดนั้นๆ

การตัดสินใจว่าจะถ่ายทำที่ไหนในออสเตรเลียมาจากบทสนทนากับเลสมิลส์เอเชียแปซิฟิกเมื่อเราคุยกันว่าที่ไหนที่เรามีฐานผู้สอนมากที่สุด ที่ไหนที่เราจะได้ผู้เข้าร่วมมากที่สุด ที่ไหนที่เป็นสถานที่จัดงานที่ดีที่สุด อะไรจะเป็นการจัดงานที่ผู้สอนใช้จ่ายเงินได้คุ้มค่าที่สุด...และแน่นอนเราก็มองไปที่ปริมาณคนที่สถานที่จัดรับได้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะต้องการคน 5000 หรือ 1000 คนนั้นก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างมาก เราได้ลองมองไปที่ทั้งซิดนีย์และเมลเบิร์น แต่ในที่สุดซิดนีย์ก็ดูสมเหตุสมผลที่สุดจากมุมมองเรื่องที่เราต้องการ

ส่วนเรื่องการถ่ายทำในวานากา มีที่มาจากช่วงท้ายของการเฉลิมฉลองเลสมิลส์ 50 ปี และมาจากเรื่องที่ว่าเรายังไม่เคยเล่าเรื่องราวนิวซีแลนด์ที่เกี่ยวกับเลสมิลส์ แล้วทำไมจึงไม่ทำอะไรที่จะประกาศชื่อนิวซีแลนด์ให้ก้อง ว่ามีบริษัทฟิตเนสที่น่าทึ่งนี้อยู่ที่ซีกโลกทางตอนใต้อยู่ล่ะ? เราต้องการแสดงให้เห็นว่าเลสมิลส์มาจากไหน เพราะว่าถ้าคุณถ่ายในสถานที่จัดงาน ทุกคนก็จะมองไปเหมือนๆ กัน แต่ถ้าคุณเอา มาร์ลอน วูดส์ไปไว้ที่ยอดเขาของนิวซีแลนด์ มันจะแตกต่างไปเลยทันที

ผมอยู่กับเลสมิลส์มาสามปีและความตั้งใจของผมคือการคอยพัฒนาและวิวัฒนาการให้แก่ผลิตภัณฑ์ ถ้าคุณจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีวิวัฒนาการทุกๆ สามเดือน – และทุกๆ สามเดือนฟังดูพิเศษแต่ว่าแต่ละรอบนั้นก็มาค่อนข้างไว – วีธีหนึ่งที่จะพัฒนาโปรแกรมคือทำอะไรให้แตกต่างไปทุกครั้ง ดังนั้นถ้าคุณถ่ายทำที่ต่างประเทศ ด้วยคำพูดแล้วนั่นก็จะดูต่างจากการถ่ายทำในโอ๊คแลนด์ละ ถ้าคุณถ่ายทำในเซี่ยงไฮ้ นั่นก็จะดูต่างจากโอ๊คแลนด์ ดังนั้นนั่นคือพลังที่คอยขับดันเบื้องหลังการถ่ายทำมาสเตอร์คลาสในต่างประเทศให้เป็นมากกว่าเรื่องทั่วไป

 

บางครั้งเราได้ยินฟีดแบ็คว่าผู้สอนไม่เห็นจำนวนครั้งจนครบในท่านั้น – คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้มาสเตอร์คลาสยังเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพด้วย?

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากนะที่จะถ่ายทำให้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา ให้ผมเล่าตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับอีเวนต์การถ่ายทำใหญ่ๆ ดูนะครับ:

ผู้ชมนั้นจะมีผลต่อช็อตที่ถ่ายจากหัวจดเท้าเพราะว่าถ้าคุณเอาพรีเซ็นเตอร์ขึ้นเวทีที่สูงกว่าปกติ ก็จะไม่มีคอนเน็คชั่นระหว่างผู้ชมกับพรีเซ็นเตอร์ และถ้าคุณเอาพวกเขามาอยู่บนเวทีที่เตี้ยเกินไป หัวของคนที่สูงๆ ที่อยู่แถวหน้าก็จะบังช็อตนั้นๆ

และคุณก็จะต้องเจอกับเรื่องน่าเบื่ออย่างที่นิวซีแลนด์ คุณไม่สามารถให้เวทีสูงกว่า 1 เมตรจากพื้นได้โดยไม่มีราวกันตก นี่เป็นเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัย ดังนั้นเวทีทั้งหมดของเราก็จะสูง 1 เมตรเพราะนั่นคือความสูงที่คุณทำได้ตามกฎหมายและตามกฎความปลอดภัย เมื่อเราถ่ายทำที่สตูดิโอ 1 ในยิม เบน เมน เกือบจะแตะเพดานบนเวทีที่สูงแค่ 1 เมตรได้ และขณะที่ มาร์ค นู-สตีล นั้นอยู่บนสเต็ปโดยชูแขนขึ้น เขาก็ดูแบบ [ทำท่า] แตะหลังคาได้เลย

จริงๆ กฎก็ไม่ได้มีอะไรตายตัว แต่โดยรวมแล้วเราพยายามจะให้เห็นท่าอย่างน้อยสองถึงสี่รอบในครั้งแรกที่พวกเขาทำแบบช็อตที่เห็นตั้งแต่หัวจดเท้า เหตุผลเดียวที่เราทำไม่ได้คือถ้าท่าทางนั้นทำซ้ำหลายครั้ง อาจจะเป็นการซ้ำท่าที่มาจากช่วงต้นของแทรคหรือในบอดี้แจม™หรือชแบม™ ที่เราจะเอาท่ามารวมกันซึ่งเป็นท่าที่คุณเรียนไปแล้วเมื่อ 10 นาทีก่อน หรือบางครั้งพรีเซ็นเตอร์หรือบางคนที่อยู่หลังพรีเซ็นเตอร์ทำท่าผิด เราก็พยายามจะเอาข้อผิดนั้นออกไปด้วยการตัดไปช็อตอื่น

 

บางครั้งเรายังได้ยินฟีดแบ็คจากผู้สอนว่า เหตุผลที่คุณถ่ายทำมาสเตอร์คลาสในสถานที่อย่าง วานากา นั่นเป็นเพราะเพื่อผู้ชมในแบบเวอร์ช่วลและเลสมิลส์ออนดีมานด์ – ไม่ใช่เพื่อพวกเขา คุณคิดว่าอย่างไร?

ความตั้งใจจริงๆ แล้วคือผมตั้งใจเอาคุณภาพโปรดักชั่นแบบการถ่ายทอดทางทีวีมาใช้ในฟิตเนสและให้ผู้สอนได้มีอะไรที่จะตั้งตารอดูทุกๆ สามเดือน “รอบนี้พวกเขาจะทำอะไร? จะเกิดอะไรขึ้นอีก?” สิ่งที่ยากที่สุดตรงนี้อาจจะเป็นการพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ทุกคน เพราะก็มีคนหลากหลายแบบที่มีความต้องการในเรื่องต่างๆ กัน แรกเริ่มแล้วเราผลิตเครื่องมือในการเรียนรู้ให้ผู้สอน แต่ก็แน่นอนว่า เลสมิลส์ออนดีมานด์และเวอร์ช่วลก็มีการร้องขอบางอย่างมา และก็ยังมีผู้ชมที่อีเวนต์ที่จ่ายเงินค่าบัตรมาเข้าร่วมการถ่ายทำ ผู้ซึ่งอยากได้ประสบการณ์บางอย่าง และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดนี้โดยไม่กลายเป็นการทำอะไรกลางๆ ที่เหมาะกับทุกอย่าง – แบบที่เรียกว่า jack of all trades หรือตัวเดียวใช้ได้ทุกคน – นั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่จุดประสงค์หลักของผมคือการถ่ายทำเครื่องมือการเรียนรู้ของผู้สอนให้แก่ผู้สอน

ความจริงก็คือ คุณอาจจะถ่ายบอดี้แจมในสตูดิโอห้องหนึ่งของเราที่ออฟฟิศเลสมิลส์ – คุณอาจจะจัดช็อตที่เห็นหัวจดเท้าได้ และแกนดาล์ฟอาจจะสอนทั้งคลาสได้ที่นี่ – แต่นั่นคือสิ่งที่คนสอนต้องการหรือ? นี่คือคุณภาพหรือมาตรฐานที่ผู้คนต้องการหรือ? เป้าหมายของผมคือการเอาคุณภาพของการถ่ายทอดทางทีวีมาสู่ผลิตภัณฑ์และสร้างสิ่งที่ผู้สอนจะเพลิดเพลินและสามารถเรียนรู้ไปด้วยได้