ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ทำอย่างไรให้คลาสที่มีคนเข้าไม่มากยังสนุกอยู่

by Les Mills Global Instructor Tribe

rock-smaller-classes
rock-smaller-classes

1. ทำให้เป็นแง่บวกเข้าไว้

เก็มม่า คีชท์: “ฉันคิดแต่เรื่องดีๆ และพูดอินโทรด้วยประโยชน์อย่าง ‘คุณโชคดีมากที่มาเข้าคลาสวันนี้ เพราะเราจะโฟกัสไปที่เทคนิคของคุณแต่ละคนได้ และฉันจะใส่ใจคุณได้มากขึ้นเพื่อให้ท่า บอดี้ปั๊ม™ของคุณนั้นดียิ่งขึ้นไปอีก’ คนส่วนใหญ่ชอบความรู้สึกที่ว่าพวกเขาจะได้การดูแลที่พิเศษกว่า.”

โรซาลิน แซล: “ฉันเตือนตัวเองว่าคนที่มาเข้าคลาสนั้นกำลังทำตามความมุ่งมั่นของเขาเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นและควรได้เข้าคลาสที่ดีไม่ว่าคลาสนั้นจะมีคนเข้ามาแค่ไหน เมื่อฉันมีสอนในกลุ่มเล็กๆ ฉันจะบอกพวกเขาว่านี่เป็นวันเทรนแบบ‘กลุ่มเล็กๆ’!

นิคลาส กอแรนส์สัน: “คิดในแง่บวกเสมอ ‘ว้าว เรามีพื้นที่เคลื่อนไหวเยอะเลย นั่นแปลว่าเราจะสามารถทำท่าได้เต็มที่และได้ความรู้สึกยอดเยี่ยม...’”

มาร์ตี้ ฟรีเดิล: “สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับสมาชิกที่อยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ให้ความสนใจกับเรื่องของสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น – คิดในแง่บวกไว้ และทำให้คนที่มาเข้ารู้สึกว่าการที่พวกเขามาเข้าคลาสนั้น มีคนชื่นชมอยู่”

เจด มาสซูติเอร์: “ผมเริ่มคลาสโดยการยอมรับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าจริงๆ และบอกว่าพวกเขาโชคดีแค่ไหนเพราะพวกเขาสามารถใช้พื้นที่ในห้องได้ทั้งหมด ดังนั้นผมจึงอยากเห็นพวกเขาเต้นให้ใหญ่จริงๆ!”

2. ยินดีไปกับสมาชิกที่มาเข้าคลาส

จูลี่ คอร์เบ็ตต์: “คนที่สำคัญนั้นคือคนที่อยู่ตรงหน้าคุณ นี่คือการออกกำลังกายของพวกเขาและพวกเขาก็มาเพื่อออกกำลังกาย พวกเขาไม่แคร์ว่าคนที่อยู่ข้างๆ เขามีกี่คน ดังนั้นจะ 2 หรือ 32... คุณก็จงทำให้ดีที่สุด”

ทารา เทย์เลอร์: “ฉันไม่เคยพูดว่า ‘ทุกคนไปไหนกันหมด?’ ฉันรู้สึกว่ามันทำให้คนที่มาเสียความรู้สึกได้ ฉันมักจะพูดหลังคลาสว่าฉันภูมิใจกับพวกเขาแค่ไหนที่อุตส่าห์มาคลาสในช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวายของปีอย่างนั้น”

ลิซ คอลลินส์: “คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ฉันเคยได้รับ...ให้ยินดีไปกับสมาชิกที่มาตอนนั้น! เปลี่ยนความคิดของฉันเอง (และจำนวนคนในคลาสก็เพิ่มขึ้นด้วย)”

หนิง ยู: “อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนตรงหน้าที่มา อย่าไปกังวลกับคนที่ไม่มา เมื่อคุณสอนคลาสที่คุณดึงเอาทุกคนเข้ามาหากัน เดี๋ยวคนก็จะมาเองโดยที่คุณไม่รู้ตัว”

ไรอัน แมคลาฟลิน: “โฟกัสไปที่คนที่อยู่ตรงหน้าคุณ มันก็มีอยู่บ้างโดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่คนชอบออกไปข้างนอก ช่วงใกล้วันหยุดที่คนออกเดินทางและตารางชีวิตก็ยุ่งเหยิง ... คอนเน็คกับคนที่จัดเวลาในชีวิตของเขามาเพื่อเข้าคลาสของคุณ”

ฮิลเลวี เซ: “ฉันอยากจะแนะนำเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างหนึ่ง และนั่นคือการโฟกัสไปที่คนที่ไม่ได้มา ตอนที่ฉันเริ่มเข้าคลาสกรุ๊ปฟิตเนสนั้นเป็นช่วงเมษายน 2010 และก็มีคนเข้าคลาสมากมาย ราว 20-50 คนได้ ในช่วงหน้าร้อน จำนวนคนก็ลดลงและผู้สอนบางคนก็เริ่มคลาสด้วยการพูดว่า “ฉันสงสัยจังว่าคนที่เหลือไปไหนกันหมด?” และ “พวกเขาไม่อยากมาอยู่กับเราหรือ?” เนื่องจากผู้สอนคนนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขา/เธอโฟกัสไปที่คนที่ไม่ได้มามากกว่าพวกเราที่มาอยู่ตรงนั้น มันก็เลยทำให้ฉันหมดอารมณ์ก่อนเริ่มคลาส ฉันไม่รู้หรอกว่าคนที่เหลืออยู่ไหนหรือทำไมพวกเขาถึงไม่มา และฉันก็ไม่สนใจด้วย สิ่งที่ฉันรู้คือฉันอยู่ตรงนี้แต่คนสอนดูไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไร เรื่องนี้มันคาใจฉันมาก ดังนั้นฉันก็เลยระวังตัวมากเวลาสอน แม้ว่าฉันจะผิดหวังกับจำนวนคนเข้าที่ลดลง ฉันจะไม่แสดงออกมาหรือคอมเมนท์ให้คนในคลาสที่มาฟังเลย”
 

เบน เมน: “มีแค่คุณนั่นแหละที่มองไปที่พื้นข้างหน้าและเห็นว่ามีคนเข้าคลาสมากเท่าไร คนที่เหลือก็มองมาที่คุณทั้งนั้น”

 

3. ปรับคลาสให้เข้ากับความต้องการของคนในคลาส

ไคลี่ เกตส์: “ไม่นานมานี้ ฉันไปสอนบอดี้บาลานซ์™แทนวันเสาร์ตอนบ่าย 3:10 น. เป็นคลาสที่เงียบแบบเงียบมากๆ และสมาชิกก็ขอให้ฉันลดความดังของเพลงลงหน่อย ฉันก็เลยใช้โอกาสนี้สร้าง ‘คลาสที่ให้ความรู้สึกแบบโยคะที่เงียบสงบ’ – ด้วยการโค้ชชิ่งเรื่องการหายใจให้มากขึ้น ด้วยการแก้ไขเทคนิคและการโฟกัสจัดระเบียบร่างกาย และสอนจากจุดที่ไม่แบ่งแยกใคร – ลดการโฟกัสเรื่องภาพรวมใหญ่ๆ และทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวหน่อยๆ”

ราเชล นิวแชม: “สำหรับผู้สอนหน้าใหม่ ระดับความมั่นใจของคุณจะเพิ่มขึ้นไปตามจำนวนคนที่เข้าคลาส และก็จะลดลงไปตามการแปรผันแบบเดียวกัน ถ้าเกิดสิ่งนี้ขึ้น – จำไว้ว่าความรู้สึกของเราตอนเป็นคนเข้าคลาสเป็นอย่างไร และสิ่งที่พวกเขาต้องการจากการมาเข้าคลาสเราคืออะไร แต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกันและมาด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป “สำหรับผู้สอนหน้าใหม่ ระดับความมั่นใจของคุณจะเพิ่มขึ้นไปตามจำนวนคนที่เข้าคลาส และก็จะลดลงไปตามการแปรผันแบบเดียวกัน ถ้าเกิดสิ่งนี้ขึ้น – จำไว้ว่าความรู้สึกของเราตอนเป็นคนเข้าคลาสเป็นอย่างไร และสิ่งที่พวกเขาต้องการจากการมาเข้าคลาสเราคืออะไร แต่ละคนมีความต้องการที่ต่างกันและมาด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป เมื่อคุณต้องสอนคลาสขนาดเล็ก .. ลองและใช้เวลาในการมุ่งความสนใจของคุณไปที่การโฟกัสไปแต่ละคน และดูว่าแต่ละคนต้องการอะไรจากคุณในคลาสนั้น ขณะที่คุณพอมีที่ว่างในหัวที่จะทำได้ คุณสามารถใช้คลาสเหล่านี้ให้เป็นที่ที่คุณจะลองทำอะไรจริงจังในคลาสดู อย่างอาจจะเป็นเรื่องเทคนิคเต็มที่เลยถ้าฉันสอนคลาสอย่างบอดี้คอมแบต™ หรือถ้าเป็นชแบม™ ฉันอาจจะเลือกคำพูด/เรื่องตลก/เพลงที่จะดึงดูดคนตรงหน้าฉัน ทำตัวเป็นดีเจไฮบริด/เจ้าภาพงานปาร์ตี้อะไรแบบนี้”

เฮลี่ย์ แกสปาร์: “ฉันรู้สึกว่าคลาสเล็กๆ นั้นทำให้เราได้ปรับรูปแบบการสอนให้เหมาะกับคนตรงหน้าเราได้มากขึ้น เราได้เห็นคนตรงหน้าที่มาเป็นส่วนหนึ่งของคลาสจริงๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทรงพลังที่เราสามารถสร้างช่วงเวลาแห่งการคอนเน็คชั่นได้”

แอนเจล่า เลวินส์: “หนึ่งหรือ 20 พวกเขาก็ต้องการช่วงเวลาที่ดี พวกเขาตั้งเวลาในวันนั้นๆ ของพวกเขาเพื่อมาเข้าคลาส นั่นคือความสำเร็จของเขา สอนให้คนที่อยู่ตรงหน้าคุณ ปรับแทรคสอนถ้าต้องทำ หรืออาจจะนำเสนอความท้าทายในสักแทรคหนึ่ง แค่ทำให้สนุกก็พอ”

สตีฟ แทนซีย์: “ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของคลาสและความมีอิสระแก่คนที่อยู่ในคลาส เช่น บอกพวกเขาว่าตอนไหนที่คุณอยากให้เขาส่งพลังกลับมาที่คุณและคุณก็ตอบสนองด้วย หรือแค่ถามพวกเขาตั้งแต่ต้นว่าแทรคแบบไหนที่พวกเขาอยากจะเล่นวันนี้ เพื่อที่คุณจะทำให้ประสบการณ์นั้นเป็นไปตามความต้องการของพวกเขาอีกสักหน่อย

อย่าลืมว่า คุณต้องสอนคนที่อยู่ในห้องเสมอๆ นี่หมายถึงว่าคุณไม่ควรใช้สคริปต์สอนตามปกติของคุณ พลังงานนั้นจะแตกต่างออกไปเมื่อเราสอนคลาสที่จำนวนคนน้อย ดังนั้นการคอนเน็คแบบรายบุคคลจึงมีความสำคัญมากกว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์หรือพลังงานระดับ 3 จากตัวผู้สอนเอง”

4. โฟกัสไปที่คอนเน็คชั่น

ลูน่าร์ ลู: “จริงๆ ฉันชอบสอนคลาสเล็กๆ นะ เพราะฉันสามารถสร้างคอนเน็คชั่นแบบรายคนให้คนในคลาสได้ ฉันมีโฟกัสเฉพาะมากขึ้นสำหรับคลาสขนาดเล็กๆ”

มาร์ค ดาว์นี่ย์: “ตอนที่คุณสอนคลาสเล็กๆ นั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำความรู้จักสมาชิกให้ดีกว่าเดิม! อย่าลืมคอนเน็คกับทุกคนก่อนคลาสเริ่มเพราะนี่จะช่วยให้คุณมีคอนเน็คชั่นที่ดียิ่งขึ้นในช่วงออกกำลังกาย การอยู่กับปัจจุบันและการแสดงให้เห็นว่าคุณแคร์คนในคลาสจริงๆ จะทำให้พวกเขามีช่วงเวลาที่ดีและกลับมาเข้าอีกเรื่อยๆ!”

เรเบก้าห์ นัตเตอร์: “เมื่อไม่นานมานี้ ฉันสอนคลาสแทนที่มีคนเข้าอยู่ 3 คน ฉันรักคลาสนั้นมากและพวกเขาก็รู้สึกเหมือนกัน คลาสนั้นทำให้ฉันมีโอกาสคอนเน็คกับพวกเขาเต็มที่...เหมือนบางคลาสที่คล้ายกับเซสชั่นการทำเทรนนิ่งส่วนบุคคลที่ฉันสามารถโฟกัสไปที่แต่ละคนและเทคนิคของพวกเขาได้เต็มที่ บางคลาสฉันก็เทรนข้างๆ พวกเขาไปด้วย ออกแรงท้าทายให้พวกเขาออกกำลังกายมากขึ้น เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้ฝึกแบบใกล้ชิดกับพวกเขานะ!”

คลินตัน ฟิตซ์เจอรัลด์: “ผมสอนคลาสเล็กๆ มาหลายปีแล้ว ช่วงเวลาที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน ในเมืองเล็กๆ ... สิ่งสำคัญในการสร้างคลาสที่น่าทึ่งคือคอนเน็คชั่นเฉพาะแบบจริงๆ ในคลาสนั้น อะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ‘มีคนเห็นเขา’? โค้ชชิ่งแบบไหนที่พวกเขาตอบสนอง เพลงแบบไหนที่พวกเขาชอบ?”

เอริก้า ชานน์ ฟอสเตอร์: “ฉันจะกลับไปนึกถึงสิ่งที่เทรนเนอร์ของฉันเคยพูดว่า “ไม่เกี่ยวว่าคุณพูดอะไร แต่อยู่ที่ว่าคุณทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไร” เมื่อคุณมีคลาสสอนขนาดเล็ก นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้โค้ชชิ่งแบบโฟกัสและคอนเน็คกับคนในห้องได้ ในฐานะผู้สอน เรามักจะรู้สึกว่าคลาสที่แน่นและเต็มไปด้วยพลังคือหน่วยวัดความสำเร็จสูงสุด ในขณะที่แน่นอนว่าคลาสเช่นนั้นทั้งยอดเยี่ยมและสนุกและเต็มไปด้วยการกระตุ้น แต่มันก็ไม่ใช่ทุกสิ่ง เมื่อสมาชิกได้รับโค้ชชิ่งเฉพาะตัวและรู้สึกว่าคุณกำลังช่วยเขาและคอนเน็คหาเขาโดยตรง พวกเขาจะออกจากห้องด้วยความตื่นเต้นและรู้สึกกระตุ้นมากกว่าถ้าพวกเขาเป็นแค่คนคนหนึ่งในฝูงชนมากมาย พวกเขารู้สึกว่ามีคนเห็นพวกเขา”

ซาร่าห์ ลูอีส นอร์แมน: “ทำให้รู้สึกว่าเราใส่ใจเขาและคอนเน็คกับคนที่อยู่ตรงนั้นมากขึ้น”

ฮอลลี่ แอมเบอร์ ริโอ การ์ดิเนอร์: “ฉันสอนคลาสเลสมิลส์กริท™หลายคลาสที่มีคนเข้าประมาณ 1-3 คน ฉันยังเคยสอนคนใหม่ 2 คนและคนที่เข้ากริทเป็นประจำที่ฟิตสุดๆ อีก 2 คน และเมื่อมองจากข้างนอกมายัง 2 คลาสนี้จะไม่ได้รู้สึกว่าต่างกันอย่างไร แต่ว่ามันเวิร์ค และคนทั้งสองกลุ่มต่างบอกว่าพวกเขาได้อะไรเยอะเมื่อจบคลาส สำหรับคนที่เข้าเป็นประจำที่ฟิตอยู่แล้ว เขาบอกว่าเขาได้ออกแรงมากกว่าปกติและยังรู้สึกดีที่มีคนคอยผลักดันและท้าทายให้แข่งขันกันตลอด คนที่เข้าใหม่บอกว่านี่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจรายละเอียดของท่าได้ดีขึ้นเนื่องจากเขาเคยกลัวการเข้าไปในคลาสที่คนเข้าเต็มและอาจจะ ‘หลง’ ท่าหน่อยๆ ได้.

ฉันคิดว่า เราต่างก็มีความกลัวอยู่บ้างเวลาเราเข้าคลาสไปและเห็นจำนวนคนเข้าไม่มาก แต่คลาสเหล่านี้แหละที่เป็นคลาสที่เราจะจดจำอย่างชื่นชมได้เป็นอย่างดี”

ราเชล นิวแชม:“ฉันมีความสุขในการสอนคลาสทุกประเภททุกวันนี้ และทำให้คนอื่นๆ รู้ว่า คลาสที่ใหญ่กว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป!”

 

5. สอนด้วยพลังเต็มที่ราวกับว่าคลาสนั้นมีคนเต็ม

เบน เมน: “สองสามเรื่องต้องรู้!

  • ถ้าคลาสนั้นคนน้อยจริงๆ ลงจากเวทีและสอนบนพื้นไปกับพวกเขา.
  • โยนสคริปต์สอนทิ้งไปเลย และโค้ชให้คนที่อยู่ตรงหน้าคุณ .
  • พยายามคอนเน็คให้มากกว่าปกติ.
  • อันนี้น่าจะสำคัญที่สุด: สอนด้วยพลังที่คุณสอนตามปกติ ยังไงสมาชิกก็ยังอยากให้คลาสสนุกสุดๆ มีแค่คุณนั่นแหละที่มองไปที่พื้นข้างหน้าและเห็นว่ามีคนเข้าคลาสมากเท่าไร คนที่เหลือก็มองมาที่คุณทั้งนั้น”

สก็อตต์ เหงียน: “ไม่สำคัญว่าคลาสที่สอนจะมีขนาดเท่าไร 1 หรือ 100 คน สอนให้เหมือนกับคลาสเต็มด้วยพลังและโค้ชชิ่งอย่างเต็มที่”

เลย์ การ์เนอร์: “แรกเลย ฉันจะจินตนาการว่าฉันกำลังจะพรีเซ็นต์ให้คนในคลาสราวกับสอนอยู่ในสเตเดียวเวมบลีย์เลย เพื่อเพิ่มพลังด้านเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้ตัวเอง และเมื่อฉันเริ่มสอน ฉันจะจินตนาการว่าห้องนั้นเต็มไปจนสุดขอบเลยเพื่อให้พลังของฉันไม่ตก ท้ายที่สุดฉันจะดึงเอาคนเท่าที่มีอยู่และพาพวกเขาสนุกไปด้วยกันเพื่อที่พวกเขาจะได้ประสบการณ์ที่เหมือนกับการเทรนตัวต่อตัวในคลับบูทีคเลยล่ะ”

สตีฟ บาร์เตอร์: “ผมมักจะสอนอย่างเต็มที่ รู้สึกให้ยิ่งกว่าในคลาสเล็กๆ แม้ว่าคุณอาจจะมีสมาชิกเข้าแค่คนหรือ 2 คน พวกเขาอุตส่าห์มาออกกำลังกายกับคุณ การที่คุณให้แรงเต็มที่อย่างที่คุณสอนคลาสที่มีคนเยอะๆ ก็เป็นเรื่องที่แฟร์กับพวกเขา”

มิแชล ลินน์: “ไม่ว่าจะมี 3 หรือ 30 คน ฉันจะสอนด้วยพลังแบบเดียวกับที่สอนคนร้อยคน บอดี้แจมเป็นโปรแกรมที่วิเศษตรงที่คุณจะได้สัมผัสความล่องลอยไปในโลกของการเต้น และฉันพยายามที่จะเอาความรู้สึกนั้นมาใช้สอนทุกคลาส

ถ้าฉันรู้สึกว่าฉันใส่พลังได้ไม่ค่อยดี...วันนั้นไม่ค่อยโอเค ฯลฯ ฉันจะคิดว่าแกนดาล์ฟอาจจะเดินเข้ามาในสตูดิโอที่ฉันสอนตอนไหนก็ได้! เช่นเดียวกันถ้าวันนั้นไม่มีอะไรได้อย่างใจ ฉันจะจำไว้ว่าเราโชคดีแค่ไหน และฉันรักบอดี้แจมแค่ไหน และถ้าฉันไม่ได้สอนแจมอีกแล้วฉันจะทำอะไร ดังนั้นฉันจะสอนราวกับว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้สอนบอดี้แจม™”

6. เอาอีโก้ของคุณทิ้งไว้ที่ประตู

มาร์ลอน วูดส์: “สามอย่างเลยที่ผมจะทำ:

  1. จำไว้ว่าทำไมคุณถึงทำในสิ่งที่ทำอยู่ ถ้าจำนวนคนเข้าคลาสน้อย แค่เตือนตัวคุณเองว่าทำไมคุณถึงตัดสินใจที่จะมาเป็นคนสอนตั้งแต่ต้น ที่มาของบางคนอาจจะเป็นเรื่องการอยู่บนเวที หรือจำนวนคนมากๆ หรือได้รับความสนใจ แต่เรื่องนั้นจะไม่ทำให้คุณไปต่อได้ เจาะลงไปให้ลึกกว่านี้ ถ้าที่มาของคุณยังไม่ชัดเจน ลองใช้คลาสที่มีคนเข้าไม่มากเหล่านั้นเพื่อคอนเน็คกับคนตรงหน้าคุณ พยายามและลองหาดูว่าทำไมคุณถึงทำในสิ่งที่คุณทำอยู่
  2. จำไว้ว่าทำไมเราถึงทำในสิ่งที่เราทำอยู่ เมื่อคนเราผิดหวังกับจำนวนคนเข้าที่มาน้อยนั้นเป็นเพราะว่าพวกเขาลืมว่าทำไมพวกเขาจึงมาสอน มันไม่ใช่ตัวเราหรืออีโก้ของเรา แต่มันเป็นเรื่องของคนตรงหน้าเรา จำไว้ว่าทำไมเราถึงทำในสิ่งที่เราทำอยู่ คือการทำเพื่อโลกที่แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพื่อที่เราจะเอาจำนวนคนเข้าไปอวดให้ใครฟังได้.
  3. คุณไม่มีทางรู้เลยว่าใครอยู่ในคลาสคุณบ้าง คุณไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือเป็น 100 คน พวกเขามาเพราะพวกเขาอยากจะอยู่ตรงนั้นกับคุณ เคารพเวลาของพวกเขา ทำให้พวกเขารู้ว่าคุณชื่นชมที่พวกเขาสละเวลามาทำให้ตนเองดีขึ้นมากแค่ไหน

แคท แกร์รา: “คุณต้องควบคุมอีโก้ของคุณไว้ และจำไว้ว่าทำไมสมาชิกเหล่านี้ถึงแบ่งเวลาและมาเข้าคลาส ดังนั้นถ้ามีเวที ฉันก็จะไม่สอนบนเวที และกระตุ้นให้ทุกคนมาอยู่ใกล้ๆ ฉัน หรือในคลาสจักรยาน ฉันจะลงนั่งแถวแรกและปั่นไปกับพวกเขา อะไรก็ได้ที่ลดที่ว่างระหว่างกันลงและเพิ่มคอนเน็คชั่นมากขึ้น”

เจส เอโก: “สอนคลาสของคุณ...โดยให้ความสนใจพวกเขาและให้แน่ใจว่าคุณสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พวกเขา... กลับไปดู ‘WHY’ หรือที่มาของคุณ ... ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือเรื่องของพวกเขา ไม่ใช่เรื่องของผู้สอน”

คิม-แซสเกีย ริสเซอร์-เอียด: “ฉันพบว่าสิ่งที่ช่วยฉันได้มากคือการระลึกว่าจำนวนคลาสนั้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพในการสอนหรือค่านิยมในการเป็นผู้สอนของฉันเลย ชีวิตที่ดำเนินอยู่ ผู้คนต่างวุ่นวาย/ทำเรื่องของตัวเอง ช่วงเวลาที่ยากลำบาก... มีปัจจัยที่เราไม่รู้อีกมากมาย เวลาที่มีคนถาม: ‘ทุกคนไปไหนกันหมด?’ ฉันมักจะตอบว่า: ‘คนที่สำคัญนั้นอยู่ที่นี่แล้ว’ ทำให้คลาสนั้นน่าจดจำ นี่ไม่ใช่เรื่องของการที่คุณอยู่บนเวที แต่เป็นเรื่องของคนที่อยู่ตรงหน้าคุณ ใช้ความอุตสาหะและสร้างความแตกต่าง พวกเขาสมควรได้รับประสบการณ์ฟิตเนสที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

7. การเตรียมตัวก็เหมือนเดิมไม่ว่าจะมีคนเข้ากี่คน

ซาร่า สเนิร์ค พอสทอลเวท: “ฉันชอบคลาสเล็กๆ! ฉันมักจะสอน 2 หรือ 3 คน ฉันเคยแม้แต่สอนตัวต่อตัวด้วย! เราสนุกมากเลย! ถ้าพวกเขาเป็นคนมาเข้าคลาสใหม่ ฉันจะยิ่งให้ความสนใจเรื่องท่าทางหรือเทคนิคได้มากขึ้นอีก ถ้าพวกเขาเป็นคนที่เข้าประจำและได้เทคนิคอยู่แล้ว เราก็จะลองดูทางเลือกที่มากขึ้นให้พวกเขาด้วย และฉันจะมีเวลาที่จะคุยและเล่นในคลาสได้มากขึ้นอีกหน่อย แน่นอนว่าพลังงานอาจจะต่างจากการสอนห้องที่มีคนเต็ม แต่พวกเขาอุตส่าห์มา ฉันก็อุตส่าห์เตรียมตัวมาสอน และเราก็จะใส่อย่างเต็มที่ไปด้วยกัน!”

เดฟ ไคล์: “การเตรียมตัวนั้นก็เหมือนกันไม่ว่าจะสอนคลาสไหน...คุณควรจะเตรียมตัวที่จะสอนให้ดีที่สุดแบบคุณเสมอ อยู่กับปัจจุบันและพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจด้วย!

ถ้าจำนวนคนเข้าน้อย นั่นก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวคุณ จำไว้ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่...ด้วยโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างให้แก่คนที่มาเข้า ... คนที่อยู่ตรงหน้าคุณ แม้ว่าจะไม่กี่คนที่เอาเวลาของเขามาอยู่กับคุณเพื่อรับแรงบันดาลใจ

นี่เป็นโอกาสที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัว จำไว้ว่าจากมุมมองของคนในคลาสแล้ว เมื่อพวกเขามาออกกำลังกาย พวกเขาอาจจะมาเล่นของเขาเอง ห้องอาจจะว่างเปล่าก็ได้ตราบเท่าที่ยังไงเขาก็ยังได้ออกกำลังกายอยู่ ดังนั้นถ้าคุณแสดงความใส่ใจ การสนับสนุน และนำเสนอประสบการณ์การออกกำลังกายที่มีความหมาย...นั่นคือสาเหตุว่าทำไมพวกเขามาอยู่ตรงนั้น จำไว้ว่าผู้คนนั้นแทบจะจำสิ่งที่คุณพูดไม่ได้แต่เขาจะไม่ลืมว่าคุณทำให้เขารู้สึกอย่างไร

ดึงพลังออกมา! คุณต้องสร้างพลังแบบที่คุณอยากจะเห็น...ดึงพวกเขาเข้าสู่โลกของคุณและทำให้เป็นวันของพวกเขา! และจงแน่ใจว่าถ้าคุณทำ แล้วคำร่ำลือที่ว่าพวกเขาสนุกกับคลาสแค่ไหนก็จะทำให้คลาสนี้มีคนมาเข้ากันมากมายในอนาคต!”

8. มองให้เป็นโอกาส

เอวา เอ็ม. ไกเออร์: “คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ฉันมีคือสอนคลาสที่เล็กที่สุดของคุณให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ คุณอยากให้คนไม่กี่คนกลุ่มนั้นออกไปจากห้องและพูดถึงคลาสของคุณว่ายอดเยี่ยมแค่ไหน ซึ่งอาจจะทำให้คลาสมีคนมากขึ้นด้วยก็ได้!”

แอนนา แฮร์ริส: “เปลี่ยนกลุ่มเล็กๆ นั้นให้กลายเป็นไทรบ์ย่อยๆ เมื่อความผูกพันเติบโตขึ้น ไทรบ์ของคุณจะพาเพื่อน ครอบครัว ไทรบ์ของพวกเขาเองมาร่วมด้วย บางทีช่วงเวลาคลาสอาจเป็นอุปสรรคกับบางคนและทำให้ขนาดของคลาสไม่ใหญ่ขึ้นเสียที แต่ก็จะมีคนมาเข้าเสมอ มองให้เป็นโอกาสที่จะปลดล็อคความสามารถในกลุ่มผู้เข้าร่วมของคุณ”

โมนิก้า แวน ฟลีต: “มองให้เป็นโอกาส คุณได้สอนคลาสที่คนกลุ่มนั้นต้องการและจำเป็นต้องเข้า ทำให้ระดับของผลที่ได้ ความหนัก และความซับซ้อนเหมาะแก่คนที่อยู่ตรงหน้าคุณ (ใช่ เราพยายามจะทำแบบนี้เสมอ แต่ในกลุ่มเล็กๆ นั้นเราสามารถปรับการออกกำลังกายได้ง่ายกว่า) ทำให้คนกลุ่มเล็กๆ นั้นได้ความรู้สึกเหมือนการเทรนแบบส่วนบุคคล”

อาลี เครมเมอร์: “สร้างคอนเน็คชั่นที่แข็งแรงกับสมาชิกเหล่านั้นและสร้างทีมของคุณขึ้นมา! ถ้าคุณสร้างได้ พวกเขาจะกลับมา ผมเริ่มสอนคลาสเลสมิลส์กริทเมื่อ 2 เดือนก่อนด้วยคนเข้าแค่ 3 คน ตอนนั้นเป็นเวลาตี 5 ครึ่ง และก็มีบูทแคมป์และคลาสสปินในเวลาเดียวกัน กริทเป็นของใหม่ในคลับผม ดังนั้นจึงเป็นงานช้างเลย ผมสอน/ออกกำลังกายกับอีกแค่คนเดียว ตอนนี้เรามีคนเข้าอยู่ 5 คนในแต่ละสัปดาห์ และสัปดาห์ที่แล้วก็มีผู้หญิงหน้าใหม่สองคนเข้ามา พวกเขาบอกผมว่าพวกเขาคิดว่ามันเยี่ยมมากที่ทีมเราทั้ง 5 คนนั้นสนิทกันมาก พวกเขากลับมาอีกในสัปดาห์นี้”

เบน เต มาโร: “โค้ชให้คนที่อยู่ในห้อง เข้าใจความแตกต่างของคนในคลาสและขายความแตกต่างเพื่อให้คนในคลาสเข้าถึง รู้สึกอยากเข้า รู้สึกอินและสนุก เพื่อดึงดูดและรักษาผู้เข้าร่วมใหม่ สร้างชุมชน ด้วยการยอมรับคนที่เข้าประจำและคอนเน็คกับคนเข้าใหม่”

เรเน่ โวเกล: “จงเป็นผู้นำด้านฟิตเนส เป็นครู เป็นเพื่อน! ในช่วงคลาสในชั่วโมงไม่เร่งด่วน คุณจะมีคนเข้าร่วมหลายๆ แบบ: A: คนที่ไม่ชอบคลาสแน่นๆ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน B: คนที่ไม่มีเวลาเข้าคลาสอื่น C: คนที่ไม่สนใจเรื่องเวลา แต่สนใจคุณ ให้ทุกอย่างที่พวกเขามองหา อย่าลืมเป็นตัวของคุณเอง ส่วนมากแล้วมักจะเป็นเหตุผลแบบ C อยู่กับคนตรงหน้าและทำให้ดีที่สุด รู้สึกขอบคุณและแสดงให้พวกเขารู้ด้วย.

อย่าเปรียบเทียบตัวคุณกับคนอื่น โดยมากแล้วคลับจะมีสถิติของจำนวนคนในคลาสอยู่ ผู้จัดการกรุ๊ปฟิตเนส (GFM) และผู้จัดการคลับมักจะคิดเรื่องตัวเลขเสมอแต่ลืมนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมกับคุณ ‘ความสัมพันธ์ที่มากกว่าสมาชิกภาพ’ เชื่อในตัวคุณเองและอย่าสงสัยตัวเอง การจะทำให้คลาสในช่วงชั่วโมงไม่เร่งด่วนเดินต่อได้นั้นยากกว่าการเพิ่มคนในชั่วโมงเร่งด่วนเสมอ มองให้เป็นความท้าทายดู.

ท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด: ขายคลาสของคุณเหมือนผลิตภัณฑ์! ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาจะมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมากขึ้น พวกเขาสามารถเลือกการออกกำลังกาย/เพลงได้ พวกเขาจะได้ความรู้สึกแบบ ‘การเทรนแบบส่วนบุคคล’ (ขึ้นอยู่กับขนาดของคลาส) ที่มาจากคอนเน็คชั่นที่ลึกซึ้ง อย่าลืมว่า: อย่าทำตัวเหมือนคนอื่น จงเป็นคนใจดี ถ่อมตน เป็นตัวของตัวเอง!